ถาม :
กล่าวกันว่าการที่คนเราสมัยนี้มีความประพฤติย่อหย่อนทางศีลธรรมกันมาก
ก็เพราะว่าไม่เชื่อเรื่องนรกสวรรค์ ไม่กลัวโลกหน้า
เนื่องจากยุคนี้เป็นยุควิทยาศาสตร์
อันเป็นยุคที่นักวิทยาศาสตร์ได้สอนไว้ว่า
ไม่ว่าสิ่งใดก็ตามที่เราไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นประจักษ์
หรือไม่สามารถตรวจวัดได้
สิ่งนั้นล้วนย่อมเป็นเรื่องที่งมงายทั้งนั้น
คนเราสมัยนี้ก็เลยไม่กลัว "นรก"
บอกว่าเป็นเรื่องที่เหลวไหล เป็นเรื่องที่ไม่
สามารถพิสูจน์ให้เห็นจริง ๆ ได้
"นรก"คงเอาไว้สำหรับหลอกคนปัญญาอ่อนเล่นเท่านั้นเอง
ด้วยเหตุนี้เองคนเราสมัยนี้เลยชอบทำผิดศีลธรรมกันตามใจชอบ
ทำให้บ้านเมืองปั่นป่วน สับสนวุ่นวายไปหมด
ถึงตรงนี้ก็เลยอยากจะถามว่าในทางพุทธศาสนายืนยันได้หรือไม่ว่า
"นรกมีจริง "
ตอบ :
ถ้าตอบตามหลักฐานที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก ก็คงต้องตอบว่า
พระพุทธศาสนายืนยันว่า "นรก" มีจริง !
ถาม :
เราจะมีการพิสูจน์เรื่องนี้ให้ประจักษ์ชัดได้อย่างไร
เพราะสมัยนี้เป็นสมัยวิทยาศาสตร์ คนเราย่อมไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ
อยู่แล้ว คือต้องเห็นกับตาจึงจะเชื่อ เพราะถ้าจะอ้างว่า
มีมาในพระไตรปิฎกเพียงอย่างเดียว คนสมัยนี้คงจะรับกันยาก
ตอบ :
มีวิธีพิสูจน์ความจริงอยู่เหมือนกัน
แต่ไม่ทราบว่าจะมีใครกล้าพิสูจน์หรือเปล่า
ถาม : ถ้าเรื่องนี้สามารถพิสูจน์ได้จริง
คนเราก็จะกลัวบาปกรรมกันมากขึ้น สังคมก็จะสงบสุข มากขึ้นกว่านี้
ตอบ :
ถ้าอ่านคำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับการทำความดีความชั่ว หลาย ๆ
แห่ง ท่าน จะบอกชัดเลยว่า
คนทำความดีแล้วก็จะได้รับผลดีในชีวิตนี้อย่างนี้ ๆ และเมื่อ
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ก็จะไปเกิดในสวรรค์ชั้นนั้น ๆ
คนทำความชั่วก็เช่น เดียวกัน
เมื่อทำความชั่วย่อมได้รับผลร้ายในชีวิตนี้อย่างนี้ ๆ
และเมื่อเบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก ก็จะไปตกนรกชั้นนั้น ๆ
ถาม : ยังไม่เห็นมีวิธีพิสูจน์ตรงไหนเลย
ตอบ :
มีสิ..ท่านก็บอกเราให้เห็นชัดแล้วว่า
นรกสวรรค์นี้เป็นเรื่องของชีวิตหลังความตาย คำว่า
"เบื้องหน้าแต่ตาย เมื่อกายแตก..." ก็บอกให้รู้ ๆ
อยู่ว่าต้องตายไปก่อนจึงจะได้พบเห็น
นรกสวรรค์จึงไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะสามารถพบเห็นประจักษ์ได้ใน
ขณะที่มีชีวิตอยู่
ถาม :
อ้าว..แล้วอย่างนี้จะพิสูจน์กันได้อย่างไร
ตอบ :
พิสูจน์ได้แน่นอน..แต่มีปัญหาอยู่ที่ว่าจะมีใครกล้าพิสูจน์หรือเปล่า
นั่นคือ คนที่ต้องการจะรู้เห็นด้วยตัวเองว่านรกมีจริงหรือไม่
ก็ต้อง "ยอมตาย" เพื่อที่จะพิสูจน์ด้วยชีวิตของตนเอง
เพื่อให้เป็นไปตามหลักที่ท่านได้วางไว้ นี้เป็นหนทางเดียว
เท่านั้นในการพิสูจน์เรื่องนรกสวรรค์สำหรับปุถุชนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ
ถาม : โห..!
อย่างนี้ใครจะกล้าลงทุนยอมตาย แล้วไม่มีทางอื่น ๆ
จะพิสูจน์ความจริงเรื่องนี้ ได้อีกหรือไม่
เช่นวิธีการใช้เครื่องมือตรวจสอบต่าง ๆ
ตอบ :
การตรวจสอบผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า
เป็นขอบเขตที่วิทยาศาสตร์สามารถทำได้ แต่ การพิสูจน์เรื่องของ
"นรกสวรรค์" ท่านว่าเป็นเรื่องของประสบการณ์ชีวิตหลังความตาย
โดยตรง จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ด้วยชีวิต
ไม่สามารถใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ใช้ในการ ตรวจสอบได้ (แม้ว่าจะใช้เทคโนโลยี่เป็นเครื่องมือช่วยก็ตาม
)
ถาม : ถ้า "นรก"
เป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ในขณะที่เรามีชีวิตอยู่เช่นนี้
แล้วเราจะเอาอะไรมาเป็น
เครื่องช่วยให้เราให้เราเกิดความมั่นใจในการความดี ละเว้นความชั่ว
ตอบ : ถ้าเป็นชาวพุทธสมัยก่อน
เขาใช้หลักศรัทธา คือเชื่อมั่นในสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัส
ว่าเป็นความจริง
เพราะเขาสามารถพิสูจน์ในสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเกี่ยวกับชีวิต
ปัจจุบันว่าล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น
ส่วนเรื่องของโลกหน้าซึ่งเป็นสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้
เขาก็ใช้ความศรัทธาเชื่อมั่นว่า
สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเกี่ยวกับเรื่องนรกสวรรค์ย่อม
เป็นความจริงอย่างแน่นอน
ความมั่นใจในความตรัสรู้ดีของพระพุทธองค์นี้เองที่ทำให้ชาวพุทธในสมัยก่อน
ปฏิบัติตัวเป็นคนดีมีศีลธรรม
ไม่เหมือนคนที่ไม่มีศรัทธาอย่างในยุคปัจจุบัน เพราะคนเรา
หากไม่มีศรัทธา ก็มักจะทำอะไรตามใจชอบโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม
บ้านเมืองจึงเกิดความ
วุ่นวายเสื่อมโทรมดังที่เห็นอยู่ในยุคปัจจุบัน
ถาม :
วิธีที่จะให้คนรุ่นใหม่หันมาเชื่อเรื่องนรกสวรรค์โดยอ้างว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสนี้คงจะ
ยากสักหน่อย เพราะคนรุ่นนี้ยิ่งเห็นเรื่อง"ศรัทธา"
ว่าเป็นความงมงายอยู่ด้วย น่าจะ ยังมีวิธีการอื่น ๆ
ที่ใช้ได้ผลอีกไหมในการชักจูงให้คนกลัวบาปกลัวกรรมกันมากขึ้น
ตอบ : เราอาจจะใช้วิธี "ไม่ประมาท"
ก็ได้
ถาม : วิธีนี้เราต้องปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ : ในเมื่อเรายังไม่รู้ชัดว่า
นรกมีจริงหรือไม่จริง เราก็ไม่ประมาทไว้ก่อน คือ
ตามหลักพุทธศาสนาท่านก็กล่าวไว้แล้วว่าหากเราทำความดี
ผลแห่งกรรมดีนั้น ย่อมจะประจักษ์แก่ใจของเราในชีวิตนี้เอง
คือมีความสุข ปีติ โสมนัส รื่นเริงบันเทิงใจ และ
ทีนี้ในวันข้างหน้าหากเมื่อใดที่เราจะต้องตายไป
เราก็มั่นใจได้เลยว่าหากมีนรก สวรรค์ขึ้นมาจริงละก้อ เราปลอดภัยแน่
ๆ เพราะเราทำความดีไว้มากมาย ทีนี้ถ้าหากว่า เราตายไปแล้ว
เกิดนรกสวรรค์ไม่มีจริง
ก็ยังถือว่าชีวิตของเราเท่าที่ได้ดำเนินมาก็ได้รับ
ความสุขจากการทำความดี เป็นผลกำไรอย่างคุ้มค่าเรียบร้อยแล้ว
ไม่ต้องเสียดายเวลาอะไร คิดได้อย่างนี้ก็สบายใจ หายกังวล
มีความมั่นใจในชีวิตมากขึ้น
ตรงกันข้ามกับคนประมาท
ที่คิดว่านรกสวรรค์ฉันไม่เชื่อหรอก ชาตินี้เกิดมา
ขอกอบโกยทุกรูปแบบเอาไว้ก่อน ทีนี้ความชั่วที่เขาทำไว้เยอะแยะ
ที่จริงมันก็ก่อให้ เกิดผลร้ายแก่จิตใจของเขาทารุณมากพอแล้ว
ต่อมาในยามเมื่อเขาตายไป ถ้ามันไม่มีนรก จริงๆ
อย่างที่เขาว่าก็แล้วกันไป แต่ถ้าทีนี้มันเกิดมีนรกจริง ๆ ขึ้นมา
แล้วเขาจะทำอย่างไร จะกลับมาแก้ตัวใหม่ก็ไม่ได้อีกแล้ว และ
ความทุกข์ที่ได้รับในนรกก็แสนจะทารุณ มันไม่คุ้มค่า
เลยกับความสุขทางวัตถุเล็ก ๆ น้อย ๆ ในช่วงเวลาสั้น ๆ
ที่ตัวเองได้รับในยามเมื่อมีชีวิตอยู่เลย
ถาม : ทำไมนรกมันน่ากลัวนักหรือ
เหมือนกับที่เขียนตามผนังโบสถ์หรือเปล่า
ตอบ : ความน่ากลัวของนรก
ที่เขาเขียนตามผนังโบสถ์ในสมัยโบราณ
มันเป็นเรื่องของจินตนาการของศิลปิน
แต่ในพระไตรปิฎกมีอยู่พระสูตรหนึ่งที่กล่าวไว้ในเชิงเปรียบเทียบให้เห็นถึงความน่ากลัวของนรก
คือท่านพูดบรรยายไม่ไหวก็เลย ใช้วิธีเปรียบเทียบเอา
ถาม : ท่านเปรียบเทียบไว้อย่างไร
ตอบ :
พระภิกษุรูปหนึ่งได้ถามถึงความน่ากลัวของนรกกับพระพุทธเจ้า
ว่านรกมีความทุกข์แสนสาหัส เพียงไร
พระพุทธองค์จึงย้อนถามพระภิกษุรูปนั้นว่า
คนเราถ้าโดนหอกร้อยเล่มแทงทั่วร่างกาย ทุกเช้าเย็น
ติดต่อกันเป็นเวลา ๓ วัน รวมเป็นหอก ๓๐๐ เล่ม
เขาจะรู้สึกทุกข์สักเพียงไร
พระภิกษุรูปนั้นกล่าวตอบว่า อย่าว่าแต่หอก ๓๐๐ เล่มเลย
แค่เล่มเดียวก็ทุกข์เจ็บปวดทรมานเจียนตายแล้ว
จากนั้นพระพุทธองค์จึงได้ทรงหยิบก้อนหินก้อนขนาดฝ่ามือขึ้นมาก้อนหนึ่ง
แล้วถามภิกษุรูปนั้นต่อไปว่า
หากเธอเปรียบเทียบก้อนหินก้อนเท่าฝ่ามือนี้กับภูเขาหิมาลัย