ขอเชิญร่วม....สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 .....เพื่อเป็นศูนย์รวมใจ แห่งพสกนิกรชาวไทยในสหรัฐอเมริกา...ติดต่อสอบถามได้ที่  สมาคมไทย ณ อเมริกา, สมาคมฌาปนกิจไทย และวัดธรรมประทีป (703)273-8779, (703)339-5156,(703-980-4693, (703)330-3634, (703)683-4016, (301)203-9500        
           

[การบริจาคอวัยะ]- [ธุรกิจเก็งกำไรเป็นสัมมาอาชีวะหรือไม่ ?] - [นรกมีจริงหรือไม่]- [เห็นพระทำผิดคิดอย่างไรจึงได้บุญ]

 
                                                 
           
 
       
 

ธุรกิจเก็งกำไรเป็นสัมมาอาชีวะหรือไม่ ?

ถาม :       การเก็งกำไร ถือเป็นสัมมาชีพหรือไม่ ครับ?

พระธรรมปิฎก :        ต้องมอง ๒ ชั้น อะไรต่ออะไรมันเป็นสัมพัทธ์อะไรๆ โดยทั่วไปไม่ใช่ดีเด็ดขาด ไม่เสียเด็ดขาด เรื่องของมนุษย์ ท่านบอกไว้แล้วว่า มนุษย์โดยมากปะปนกัน ดีกับชั่ว แต่เราต้องพยายามทำให้ดีที่สุด อย่างน้อยดีต้องให้มากกว่า

       เรื่องบางอย่างดีเฉพาะบางสถานการณ์ เฉพาะหน้าเฉพาะคราว ซึ่งต้องใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์นั้น โดยมีเงื่อนไข

       อย่างเรื่องการเก็งกำไรนี้ เมื่อเราเป็นสังคมที่มีกำลังน้อยอยู่ใต้ครอบงำของอำนาจที่เหนือกว่า พลอยอยู่ในกระแสของเขาเมื่อเขาแข่งขัน และมีการเก็งกำไร สังคมของเราเสียเปรียบอยู่แล้วถ้าใครในสังคมไทยนี้เก่งจริง เมื่อไปเก็งกำไรตามเขา ก็ต้องไม่ทำให้เป็นการเอาจากพวกเรากันเอง หรือจากสังคมของเรา แต่ตรงเรียกได้ว่ามีความสามารถจริง เก่งในการแข่งขัน

       แต่ถ้าต้องได้จากพวกเรากันเอง ทำสังคมของตัวเองให้ซูบโทรมลงไป ก็ตรงข้าม จะเรียกว่ามีความสามารถไม่ได้ เป็นได้แค่ไก่ตัวกล้าในเข่ง

       ทีนี้ การเก็งกำไร ขั้นที่ ๑ ที่ถามว่าจัดเป็นสัมมาชีพหรือไม่ก็วินิจฉัยไม่ยาก

       หลักการวินิจฉัยขั้นต้นก็คือดูว่าเป็นการกระทำที่เบียดเบียนก่อความเดือดร้อน ทำให้เสียหายต่อชีวิตและสังคมหรือไม่ ถ้าเป็นการเบียดเบียนทำร้ายเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ ตลอดจนโลกที่ตัวอาศัยอยู่ ก็เป็นสัมมาชีพไม่ได้

       การเบียดเบียนนั้น มีทั้งเบียดเบียนชีวิตร่างกาย แย่งชิงทุนยังชีพ ทำลายทรัพยากร หลอกลวง ให้ข่าวสารข้อมูลเท็จ ขัดขวางบั่นรอนความเจริญปัญญา เบียดเบียนข่มเหงประพฤติผิดทางเพศและมอมเมาให้ลุ่มหลงจมอยู่ในการเสพติด พูดสั้นๆ ก็คือทำให้เสียศีล ๕ ที่ง่ายๆ นี่แหละ

       หลักการทั่วไปถือว่า อาชีพของมนุษย์เกิดขึ้นโดยเป็นการสนองความต้องการของชีวิตและสังคม ในการแก้ปัญหาหรือสร้างประโยชน์ให้อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น อาชีพแพทย์ เพื่อบำบัดโรคบำรุงสุขภาพ อาชีพช่างตัดเสื้อ ช่างก่อสร้าง ฯลฯ เพื่อจัดหาปัจจัยสี่ฯลฯ ถ้ารายได้แก่ตนเอง เป็นผลพ่วงจากการทำให้เกิดประโยชน์นั้นโดยไม่เบียดเบียนใคร ก็จัดเป็นสัมมาชีพ แต่ถ้าเป็นไปในทางตรงข้าม ก็เรียกว่ามิจฉาชีพ

       มองในแง่เศรษฐกิจ ถ้าจะให้เป็นไปตามธรรม กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะต้องก่อให้เกิดผลในทางสร้างสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่ง เริ่มตั้งแต่การผลิตก็ต้องเป็นการทำอะไรให้เกิดมีขึ้นมา ให้คนได้ใช้ประโยชน์ แต่การเก็งกำไร บางทีเป็นเพียงการปั่นตัวเลขเป็นการเล่นกลหรือเกมการพนันทางธุรกิจ ไม่เกิดการสร้างสรรค์อะไรขึ้นมา ในแง่นี้จะกลายเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของตัวเศรษฐกิจเอง หรือขัดต่อหน้าที่ของเศรษฐกิจที่จะพึงทำให้แก่สังคมมนุษย์

       มองต่อไปอีกขั้นหนึ่ง การเก็งกำไร เป็นเรื่องที่มุ่งเอาเพื่อตัวหรือกลุ่มของตัว ลองมองให้กว้างออกไปว่าจุดหมายแห่งกิจกรรมทั้งหลายของมนุษย์ ควรจะเป็นอย่างไร

       ควรแยกให้ได้ระหว่างจุดหมายของบุคคล กับจุดหมายของมนุษย์ จะทำเพื่อจุดหมายของบุคคลก็ทำไป แต่อย่าให้เสียจุดหมายของมนุษย์ ถ้าให้ดีก็ต้องให้จุดหมายของบุคคลสอดคล้องหรือสนับสนุนจุดหมายของมนุษย์

ถามแทรก :        บุคคลก็เป็นมนุษย์ มีจุดหมาย ๒ อย่างที่ต่างกันด้วยหรือ ต่างกันอย่างไร?

พระธรรมปิฎก :       มนุษย์เราถือตัว่าเป็นสัตว์ประเสริฐสัตว์ที่ดีวิเศษเราพัฒนาวัฒนธรรม อารยธรรม ขึ้นมาเพื่ออะไร จุดหมายของเราที่เรียกตัวว่าเป็นมนุษย์นั้น ควรเป็นอะไร ถ้าตอบสั้นๆ ก็คือ เพื่อให้ชีวิตดีงามมีความสุข สังคมอยู่ร่วมกันดีร่มเย็นเป็นสุข ธรรมชาติแวดล้อมก็รื่นรมย์น่าอยู่อาศัย จุดหมายอย่างนี้ ถ้าเราทำได้สำเร็จมนุษย์ก็เป็นสุขจริง อันนี้แหละเป็นจุดหมายของมนุษย์ที่ทุกคนควรมีร่วมกัน และแสดงถึงความประเสริฐที่แท้จริงของมนุษย์ด้วย รวมความก็คือ

๑. ต้องทำชีวิตให้ดี

๒. ต้องทำสังคมให้ดี

๓. ต้องทำทั้งโลกให้รื่นรมย์ น่าอยู่อาศัย

การกระทำของมนุษย์ทุกอย่าง ขั้นสุดท้ายควรมีจุดหมายนี้ส่วนการเก็งกำไร เช่นถ้าเรามุ่งว่าจะเอาให้ได้กำไรสูงสุดเป็นต้น อันนี้เป็นจุดหมายของบุคคล หรือของกลุ่มบุคคล ก็ต้องดูว่า การได้กำไรนั้นไปกระทบจุดหมายของมนุษย์นี้ไหม ถ้าไม่กระทบก็ยังพอยอมรับได้ แต่ถ้าการได้กำไรสูงสุดไปทำให้ ๓ อย่างนี้เสียก็ต้องพูดว่า อย่ายอม

ต้องยึดเอาจุดหมายของมนุษย์เป็นจุดหมายสูงสุด และให้จุดหมายของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเป็นจุดหมายรอง

ต้องเอาจุดหมายสูงสุดเป็นตัวตัดสินจุดหมายรอง คล้ายๆ กับว่า การเก็งกำไรอะไรต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องของจุดหมายในระดับที่รองลงมาแต่เราจะต้องมีจุดหมายสูงสุดข้างต้นนั้นเป็นตัวคุมเราจะได้อยู่ในขอบเขต ไม่เสียหาย ถ้าเรามีเกณฑ์อย่างนี้ การที่จะหาผลประโยชน์ต่างๆ ก็ยังพอไปกันได้ หมายความว่า ถ้ารักษาจุดหมายสูงสุดไว้ได้แล้ว จุดหมายรองก็เป็นเรื่องของมนุษย์จะว่ากันไป ในขอบเขตของความเป็นธรรม เป็นต้น

ถาม :        การพิจารณาในระดับโลก การเก็งกำไรทำโลกปั่นป่วนเป็นจำนวนถึง ๙๕% ของเงินในโลก ใช้ในการเก็งกำไร ก็ทำให้โลกเสียสมดุล สังคมปั่นป่วนตามไปด้วยใช่ไหมครับ?

พระธรรมปิฎก :       ถ้ามันกระทบอย่างที่ว่านั้นก็ต้องผิดละ เพราะ

๑. ทำให้ชีวิตมนุษย์ไม่ดี ทั้งกายทั้งใจ

๒. สังคมวุ่นวายเดือดร้อนระส่ำระส่าย ไม่เกื้อหนุนสังคมที่จะให้อยู่ร่วมกันร่มเย็นเป็นสุข

๓. ทำให้ธรรมชาติแวดล้อม และระบบดุลยภาพของโลกทั้งหมดเสียไป

       การเก็งกำไรตามสภาพปัจจุบัน เมื่อมันเสียอย่างนี้ ก็ต้องคิดแก้ไขปรับปรุง ปล่อยไม่ได้ ถ้าปล่อยไว้ก็คือความล่มจม

       แต่อย่างน้อยก็เหมือนที่พูดไปแล้วว่า ถ้ายังถูกครอบงำอยู่ในกระแสของเขา ที่เขาทำอย่างนั้นอยู่ ก็จะต้องแข่งโดยไม่เอาจากสังคมของเราหรือพวกเรากันเอง แต่ให้ได้เข้ามาแก่สังคมของเรา

       พร้อมกันนั้นก็ต้องเข้มแข็งร่วมมือร่วมใจกันไม่ให้สังคมของตนเป็นเบี้ยล่าง ที่ถูกพวกที่มีกำลังข้างนอกคอยชักคอยเชิดคอยดูดคอยดึงเอาเปรียบอยู่เรื่อยไป

       การเก็งกำไรที่อาจจะยังมีความดีได้โดยสัมพัทธ์ ก็อยู่ตรงนี้แหละ คือเมื่อเราตกอยู่ในกระแสใหญ่ที่จำยอมอย่างนั้น ถ้าเราไม่เห็นแก่ตัว ไม่ฉวยโอกาสเอาแค่เพื่อตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงสังคมประเทศชาติ แต่เราทำให้สังคมประเทศชาติได้ประโยชน์จากกระแสนั้น ไม่เพลี่ยงพล้ำ ก็นับว่าดี ก็คงคล้ายกับการทำสงครามนั่นแหละ แต่นี่เป็นสงครามทางเศรษฐกิจ

       ในขณะที่พวกเก็งกำไรตัวสำคัญในโลกนี้เขาทำเพื่อชาติเพื่อสังคมของเขา หรืออย่างน้อยคอยระวังผลประโยชน์ของชาติของเขา แต่คนของเราได้แต่หาช่องเอาให้แก่ตัวเอง ถ้าอย่างนี้ก็มีแต่แย่ ว่าโดยรวมก็เป็นเหยื่อเขาอย่างเดียว

ถาม :        แล้วพระคุณเจ้ามองว่าจุดจบของสังคมโลก ซึ่งจากการเก็งกำไรทำลายทรัพยากรทำให้เสียสมดุลมากขนาดนี้ จะจบอย่างไร?

พระธรรมปิฎก :       ถ้าปล่อยไป ก็จะเสียดุลมากเข้าไปทุกทีในที่สุดก็หายนะ ในเมื่อมนุษย์กลุ่มหนึ่งหรือคนหนึ่งเอาเข้าตัวให้มากที่สุด เพียงแค่เราบริโภคแบบทำลายทรัพยากรหรือแย่งทรัพยากรจากมนุษย์ส่วนอื่น มันก็ยุ่งและเดือดร้อนแล้ว สังคมมนุษย์ก็อยู่ดีไม่ได้ เวลานี้เรายังไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรได้ด้วยดี นักวิชาการก็อาจจะพูดไปว่า เราต้องรักษาธรรมชาติ ต้องรักษาสิ่งแวดล้อมอะไรต่างๆ แต่ในเชิงปฏิบัติก็มุ่งแต่จะเอาทรัพยากรมาใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อหากำไรให้แต่ตัวมากที่สุด ภาคปฏิบัติและการกระทำมันขัดกับตัวหลักที่พูด หรือปฏิบัติขัดกับทฤษฎี

       ทีนี้ การที่พวกฝ่ายปฏิบัติทำตามฝ่ายทฤษฎีไม่ได้ หรือยอมไม่ได้ ก็เกิดจากปัญหาหลายอย่าง เช่น เพื่อรักษาความยิ่งใหญ่ของตัวไว้ ก็ยอมไม่ได้ ต้องเอาอำนาจไว้ก่อน ถ้าไม่หาผลประโยชน์ให้มาก อำนาจของตัวก็จะน้อยลง ก็ยอมไม่ได้ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องของความขัดแย้งในตัวในระบบของการแก้ปัญหา ความจริงใจก็ไม่มี

ถาม :       นับวันแนวโน้มมันออกไปในทางลบมากกว่าซิครับหมายความว่าความสมดุลก็เสียไปเรื่อยๆ และก็ไม่มีใครมาทำให้เกิดสมดุลในทางบวก เพื่อที่จะมาล้างพลังในทางลบ

พระธรรมปิฎก :        ถ้าเรายอมรับว่า ที่เป็นกันอยู่นี้ไม่ถูก เราก็ต้องมาช่วยกันคิดแก้ไขจริงๆ จังๆ ไม่ใช่ว่าจะไปตามกระแสเฉยๆ เราอาจจะได้เก็บเศษเล็กเศษน้อยในกระแสของเขาบ้าง และเราก็ไปพอใจในเศษเล็กเศษน้อยที่ได้แก่ตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่เกิดแก่ส่วนรวมทั้งหมด

       เวลานี้มันกลายเป็นว่า ตัวใหญ่อะไรสักกลุ่มหนึ่งที่ได้ผลประโยชน์มาก และเขามีวิธีที่จะล่อให้พวกที่อยู่ในระบบนี้ ที่อยู่ในกระแสนี้ ได้อะไรบ้างเล็กๆ น้อยๆ แล้กว็ติดใจพอใจอันนั้น ก็เลยยอมอยู่กับเขา ตามกระแสของเขาไปภายใต้แนวคิดที่ครอบงำนั้นเรื่องนี้เราน่าจะวิเคราะห์ออกมา เพราะ

๑. เราต้องชัดเจนว่า ระบบนี้ แนวคิดนี้ กระแสนี้ มีผลเสียอย่างไร

๒. แนวคิดที่เป็นไปได้ หลักการและวิธีปฏิบัติที่จะช่วยให้สังคมมนุษย์อยู่ได้ดี ควรจะเป็นอย่างไร

       ถึงแม้คนที่ไม่ได้รับเศษผลประโยชน์อะไรจากกระแส แต่ก็เพลินไปกับอะไรๆ ที่ชวนให้ตื่นเต้นผ่านๆ ไปที่ได้พบได้เจอในกระแสกลายเป็นเหยื่อหรือตกอยู่ในความประมาทไปโดยไม่รู้ตัวในกระแสกนั้น ก็อยู่ลอยๆ ไปกับกระแส โดยไม่เคยมีสติเฉลียวใจที่จะตรวจดูบ้างว่าตัวอยู่ในสภาพอะไร กระแสเป็นอย่างไร

       ถ้าพูดกันอย่างรวบรัดก็ต้องว่า อย่ามัวเก็บเศษเล็กเศษน้อยพลอยฉวยโอกาสจากกระแส เอาแค่ตัวได้ เมื่อกระแสโลกาภิวัตน์มันไหลบ่ามาแรง มันก็ท้าทายความสามารถของเรา ถ้าคนไทยมีความสามารถ ก็จะต้องทำให้กระแสโลกาภิวัตน์นั้นเอื้อประโยชน์แก่สังคมประเทศชาติของตัวให้ได้ แต่ถ้าจะให้เก่งจริง ก็ต้องสามารถขึ้นไปนำกระแส อย่างน้อยก็ให้มีส่วนในการที่จะผันเบนกระแสไปในทางที่ถูกต้อง มองให้กว้างให้ไกลหน่อย อย่ามองได้แค่ตัวจะเอา

       พูดรวมๆ ว่าการเก็งกำไรเป็นจำพวกเศรษฐกิจแห่งความโลภไม่ใช่เศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์ เศรษฐกิจแบบโลภะนั้นจะมีผลดีขึ้นได้อยู่ที่ความฉลาดในการวางเงื่อนไข คือต้องบริหารให้ถูก และกฎเกณฑ์ต้องศักดิ์สิทธิ์ แต่การเก็งกำไรนี้ใช้เงื่อนไขเบนให้มาเป็นการสร้างสรรค์ได้ยาก โดยเฉพาะคนจำนวนมากในสังคมของเราชอบพนันขันต่อ ซึ่งก็เป็นระบบเก็งกำไรจากลาภลอย ไม่ค่อยมีนิสัยในทางผลิตอยู่แล้ว การเก็งกำไรจะมาสนองและหนุนลักษณะนิสัยที่ไม่ดีนี้ เป็นการก่อผลร้ายซ้ำเติมทั้งตัวคนเองและสังคมส่วนรวมในระยะยาว

ถามแทรก :       หมายความว่าโลกาภิวัตน์ที่เป็นอยู่นี้เป็นกระแสที่ผิดใช่ไหม?

พระธรรมปิฎก :        แน่นอน เห็นได้ว่า กระแสธุรกิจในระบบแข่งขัน การแย่งชิงผลประโยชน์ กำลังครอบงำโลก นี่แหละคือโลกาภิวัตน์ และเห็นได้ชัดว่า กระแสนี้มุ่งสนองจุดหมายของบุคคลจนบดบังจุดหมายของมนุษย์วิธีการของระบบนี้นับว่ามีประสิทธิภาพแต่หลักการและจุดหมายต้องแก้ไข

       เรื่องนี้ถ้าจะแก้ไขกันจริง ต้องพลิกตั้งแต่ฐานความคิดความเชื่อกันใหม่ เพราะว่าเมื่อฐานความคิดความเชื่อผิดแล้ว ถึงจะแก้ไขอะไรอย่างไร ก็ได้แค่ผิวเปลือกแล้วก็วนเวียนกันอยู่นี่เอง พูดกันไปพูดกันมาไม่ถึงไหน

       ต้องมองลึกลงไปในความคิดจิตใจด้วย เริ่มตั้งแต่ตรวจสอบตัวเองว่า เรามองโลก มองชีวิต มองสังคมอย่างไร ถ้ามองไม่ถึงขั้นนี้ เราก็ไปติดอยู่กับจุดหมายที่สนองความต้องการของตัวตนอย่างใดอย่างหนึ่ง และจุดหมายนั้กน็มีแนวคิดอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเราไม่ได้ตรวจตราว่าเป็นแนวคิดที่ถูกต้องหรือไม่ เราได้แต่เพียงตั้งเป้าหมายไปตามแนวคิดนั้น ที่เราเชื่ออยู่แม้โดยไม่รู้ตัว แล้วก็พยายามทำตามเป้าหมายนั้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด

       เพราะฉะนั้น จะต้องมาวิเคราะห์แนวคิดใหญ่ๆ ที่เป็นฐานเหล่านี้ เช่น การเก็งกำไรมาจากความคิดอะไรเป็นฐานหรือเป็นจุดเริ่ม แนวคิดใหญ่นั้นคืออะไร มันผิดถูกอย่างไร แล้วก็มองดูว่าโลกทั้งโลก อารยธรรมของมนุษย์ทั้งหมด เวลานี้เดินถูกทางหรือไม่หรือแม้แต่เป็นอารยธรรมจริงหรือไม่ มันมีจุดดีจุดเสียตรงไหน ที่ถูกต้องมันควรช่วยให้มนุษย์เป็นอย่างไรและอยู่กันอย่างไร

       แนวคิดหลักที่อยู่เบื้องหลังสภาพโลภาภิวัตน์ ก็เช่น แนวคิดที่มุ่งพิชิตเอาชนะธรรมชาติ (conquest of nature) แนวคิดปัจเจกนิยม (individualism) ในระบบแข่งขัน ลัทธิตัวใครตัวมัน มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ และแนวคิดที่มุ่งจะหาความสุขจากการเสพบริโภค ที่เรียกกันว่า สุขนิยม (hedonism)

อย่างที่เวลานี้ ระบบธุรกิจแบบมุ่งกำไรสูงสุดกำลังระบาดไปทั่ว อะไรๆ ก็จะถูกทำให้เป็นธุรกิจไปหมด การแพทย์จะกลายเป็นธุรกิจ การกีฬาก็เป็นธุรกิจไปมาก การศึกษาเป็นธุรกิจไปเยอะแล้ว ธุรกิจการเมืองกลายเป็นเรื่องธรรมดา มีแต่การสนองจุดหมายของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ไม่มองจุดหมายของมนุษย์ ดีไม่ดีศาสนาก็จะเป็นธุรกิจไปด้วย อย่างนี้ดีไหม

       เราต้องพิจารณาว่า สภาพอย่างนี้มันสัมพันธ์กับพื้นฐานทางความคิดความเชื่อที่พูดข้างต้นนั้นหรือไม่ มันเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันอย่างไร เราจะเอาแบบนี้หรือ

       อย่างที่ว่าแล้ว ถ้าเรายอมรับว่ามนุษย์ควรจะไปสู่จุดหมายที่ทำชีวิตนี้ให้ดีมีความสุขแท้จริง ให้สังคมดี ให้โลกนี้ดีรื่นรมย์น่าอยู่อาศัย ถ้าเราตกลงยอมรับ เราก็ดูว่าแนวคิดไหนที่มาสนองวัตถุประสงค์นี้ให้ชัดเจน เมื่อเราชัดแล้ว

๑. เราจะวินิจฉัยได้ว่า ระบบอะไร แนวคิดอะไร ที่ครอบงำเราอยู่นี้ มันถูกหรือผิดอย่างไร

๒. เราจะได้หลักที่จะมาวางแนวปฏิบัติให้ชัดว่าจะเอาอย่างไร จะทำอย่างไร

       ตอนนี้คิดว่าเรายังไม่ได้พูดถึงขั้นนี้กันอย่างจริงๆ จังๆ อย่างการมองโลก เดี๋ยวนี้ก็ไปนึกกันว่าเป็นเรื่องของปรัชญา เป็นเรื่องความคิดของปราชญ์คนโน้นคนนี้ แล้วยกออกไปเป็นเรื่องไกลตัว ซึ่งถ้ามองให้ถูก ปรัชญาก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับธรรมชาติ คือพยายามคิดถึงเรื่องความจริง และความจริงก็อยู่ที่ธรรมชาติ คืออยู่ที่สิ่งทั้งหลาย

       แต่ในที่นี้ เรามามุ่งที่สภาพความจริง ไม่ใช่มุ่งไปที่ความคิดของคนนั้นคนนี้ เรามาวิเคราะห์ความจริงของชาติและมนุษย์ที่อยู่ในธรรมชาตินั้นว่าเป็นอย่างไร เพราะมนุษย์นั้นหนีไม่พ้นความจริงของธรรมชาติ ที่เราก็อยู่ในท่ามกลางมัน และชีวิตของเราก็เป็นธรรมชาติด้วย


***********************
ตัดตอนมาจากหนังสือ "ธุรกิจ ฝ่าวิกฤติ" จัดพิมพ์โดย มูลนิธิพุทธธรรม
                                  โทร ๕๘๙-๙๐๑๒,๕๘๐-๔๗๙๑ โทรสาร ๙๕๔-๔๗๙๑
 

 

[การบริจาคอวัยะ]- [ธุรกิจเก็งกำไรเป็นสัมมาอาชีวะหรือไม่ ?] - [นรกมีจริงหรือไม่]- [เห็นพระทำผิดคิดอย่างไรจึงได้บุญ]