ต้องมอง ๒ ชั้น อะไรต่ออะไรมันเป็นสัมพัทธ์อะไรๆ
โดยทั่วไปไม่ใช่ดีเด็ดขาด ไม่เสียเด็ดขาด เรื่องของมนุษย์
ท่านบอกไว้แล้วว่า มนุษย์โดยมากปะปนกัน ดีกับชั่ว
แต่เราต้องพยายามทำให้ดีที่สุด อย่างน้อยดีต้องให้มากกว่า
เรื่องบางอย่างดีเฉพาะบางสถานการณ์ เฉพาะหน้าเฉพาะคราว
ซึ่งต้องใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์นั้น โดยมีเงื่อนไข
อย่างเรื่องการเก็งกำไรนี้
เมื่อเราเป็นสังคมที่มีกำลังน้อยอยู่ใต้ครอบงำของอำนาจที่เหนือกว่า
พลอยอยู่ในกระแสของเขาเมื่อเขาแข่งขัน และมีการเก็งกำไร
สังคมของเราเสียเปรียบอยู่แล้วถ้าใครในสังคมไทยนี้เก่งจริง
เมื่อไปเก็งกำไรตามเขา ก็ต้องไม่ทำให้เป็นการเอาจากพวกเรากันเอง
หรือจากสังคมของเรา แต่ตรงเรียกได้ว่ามีความสามารถจริง
เก่งในการแข่งขัน
แต่ถ้าต้องได้จากพวกเรากันเอง ทำสังคมของตัวเองให้ซูบโทรมลงไป
ก็ตรงข้าม จะเรียกว่ามีความสามารถไม่ได้ เป็นได้แค่ไก่ตัวกล้าในเข่ง
ทีนี้
การเก็งกำไร ขั้นที่ ๑
ที่ถามว่าจัดเป็นสัมมาชีพหรือไม่ก็วินิจฉัยไม่ยาก
หลักการวินิจฉัยขั้นต้นก็คือดูว่าเป็นการกระทำที่เบียดเบียนก่อความเดือดร้อน
ทำให้เสียหายต่อชีวิตและสังคมหรือไม่
ถ้าเป็นการเบียดเบียนทำร้ายเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์
ตลอดจนโลกที่ตัวอาศัยอยู่ ก็เป็นสัมมาชีพไม่ได้
การเบียดเบียนนั้น
มีทั้งเบียดเบียนชีวิตร่างกาย แย่งชิงทุนยังชีพ ทำลายทรัพยากร
หลอกลวง ให้ข่าวสารข้อมูลเท็จ ขัดขวางบั่นรอนความเจริญปัญญา
เบียดเบียนข่มเหงประพฤติผิดทางเพศและมอมเมาให้ลุ่มหลงจมอยู่ในการเสพติด
พูดสั้นๆ ก็คือทำให้เสียศีล ๕ ที่ง่ายๆ นี่แหละ
หลักการทั่วไปถือว่า
อาชีพของมนุษย์เกิดขึ้นโดยเป็นการสนองความต้องการของชีวิตและสังคม
ในการแก้ปัญหาหรือสร้างประโยชน์ให้อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น อาชีพแพทย์
เพื่อบำบัดโรคบำรุงสุขภาพ อาชีพช่างตัดเสื้อ ช่างก่อสร้าง ฯลฯ
เพื่อจัดหาปัจจัยสี่ฯลฯ ถ้ารายได้แก่ตนเอง
เป็นผลพ่วงจากการทำให้เกิดประโยชน์นั้นโดยไม่เบียดเบียนใคร
ก็จัดเป็นสัมมาชีพ แต่ถ้าเป็นไปในทางตรงข้าม ก็เรียกว่ามิจฉาชีพ
มองในแง่เศรษฐกิจ
ถ้าจะให้เป็นไปตามธรรม
กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะต้องก่อให้เกิดผลในทางสร้างสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่ง
เริ่มตั้งแต่การผลิตก็ต้องเป็นการทำอะไรให้เกิดมีขึ้นมา
ให้คนได้ใช้ประโยชน์ แต่การเก็งกำไร
บางทีเป็นเพียงการปั่นตัวเลขเป็นการเล่นกลหรือเกมการพนันทางธุรกิจ
ไม่เกิดการสร้างสรรค์อะไรขึ้นมา
ในแง่นี้จะกลายเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของตัวเศรษฐกิจเอง
หรือขัดต่อหน้าที่ของเศรษฐกิจที่จะพึงทำให้แก่สังคมมนุษย์
มองต่อไปอีกขั้นหนึ่ง การเก็งกำไร
เป็นเรื่องที่มุ่งเอาเพื่อตัวหรือกลุ่มของตัว
ลองมองให้กว้างออกไปว่าจุดหมายแห่งกิจกรรมทั้งหลายของมนุษย์
ควรจะเป็นอย่างไร
ควรแยกให้ได้ระหว่างจุดหมายของบุคคล กับจุดหมายของมนุษย์
จะทำเพื่อจุดหมายของบุคคลก็ทำไป แต่อย่าให้เสียจุดหมายของมนุษย์
ถ้าให้ดีก็ต้องให้จุดหมายของบุคคลสอดคล้องหรือสนับสนุนจุดหมายของมนุษย์
ถามแทรก :
บุคคลก็เป็นมนุษย์ มีจุดหมาย ๒ อย่างที่ต่างกันด้วยหรือ
ต่างกันอย่างไร?
พระธรรมปิฎก :
มนุษย์เราถือตัว่าเป็นสัตว์ประเสริฐสัตว์ที่ดีวิเศษเราพัฒนาวัฒนธรรม
อารยธรรม ขึ้นมาเพื่ออะไร จุดหมายของเราที่เรียกตัวว่าเป็นมนุษย์นั้น
ควรเป็นอะไร ถ้าตอบสั้นๆ ก็คือ เพื่อให้ชีวิตดีงามมีความสุข
สังคมอยู่ร่วมกันดีร่มเย็นเป็นสุข
ธรรมชาติแวดล้อมก็รื่นรมย์น่าอยู่อาศัย จุดหมายอย่างนี้
ถ้าเราทำได้สำเร็จมนุษย์ก็เป็นสุขจริง อันนี้แหละเป็นจุดหมายของมนุษย์ที่ทุกคนควรมีร่วมกัน
และแสดงถึงความประเสริฐที่แท้จริงของมนุษย์ด้วย รวมความก็คือ
ต้องยึดเอาจุดหมายของมนุษย์เป็นจุดหมายสูงสุด
และให้จุดหมายของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเป็นจุดหมายรอง
ต้องเอาจุดหมายสูงสุดเป็นตัวตัดสินจุดหมายรอง คล้ายๆ กับว่า
การเก็งกำไรอะไรต่างๆ
เหล่านี้เป็นเรื่องของจุดหมายในระดับที่รองลงมาแต่เราจะต้องมีจุดหมายสูงสุดข้างต้นนั้นเป็นตัวคุมเราจะได้อยู่ในขอบเขต
ไม่เสียหาย ถ้าเรามีเกณฑ์อย่างนี้ การที่จะหาผลประโยชน์ต่างๆ
ก็ยังพอไปกันได้ หมายความว่า ถ้ารักษาจุดหมายสูงสุดไว้ได้แล้ว
จุดหมายรองก็เป็นเรื่องของมนุษย์จะว่ากันไป ในขอบเขตของความเป็นธรรม
เป็นต้น
ถาม :
การพิจารณาในระดับโลก
การเก็งกำไรทำโลกปั่นป่วนเป็นจำนวนถึง ๙๕% ของเงินในโลก
ใช้ในการเก็งกำไร ก็ทำให้โลกเสียสมดุล
สังคมปั่นป่วนตามไปด้วยใช่ไหมครับ?
พระธรรมปิฎก :
ถ้ามันกระทบอย่างที่ว่านั้นก็ต้องผิดละ เพราะ
๑. ทำให้ชีวิตมนุษย์ไม่ดี
ทั้งกายทั้งใจ
๒.
สังคมวุ่นวายเดือดร้อนระส่ำระส่าย
ไม่เกื้อหนุนสังคมที่จะให้อยู่ร่วมกันร่มเย็นเป็นสุข
๓. ทำให้ธรรมชาติแวดล้อม
และระบบดุลยภาพของโลกทั้งหมดเสียไป
การเก็งกำไรตามสภาพปัจจุบัน เมื่อมันเสียอย่างนี้
ก็ต้องคิดแก้ไขปรับปรุง ปล่อยไม่ได้ ถ้าปล่อยไว้ก็คือความล่มจม
แต่อย่างน้อยก็เหมือนที่พูดไปแล้วว่า
ถ้ายังถูกครอบงำอยู่ในกระแสของเขา ที่เขาทำอย่างนั้นอยู่
ก็จะต้องแข่งโดยไม่เอาจากสังคมของเราหรือพวกเรากันเอง
แต่ให้ได้เข้ามาแก่สังคมของเรา
พร้อมกันนั้นก็ต้องเข้มแข็งร่วมมือร่วมใจกันไม่ให้สังคมของตนเป็นเบี้ยล่าง
ที่ถูกพวกที่มีกำลังข้างนอกคอยชักคอยเชิดคอยดูดคอยดึงเอาเปรียบอยู่เรื่อยไป
การเก็งกำไรที่อาจจะยังมีความดีได้โดยสัมพัทธ์ ก็อยู่ตรงนี้แหละ
คือเมื่อเราตกอยู่ในกระแสใหญ่ที่จำยอมอย่างนั้น ถ้าเราไม่เห็นแก่ตัว
ไม่ฉวยโอกาสเอาแค่เพื่อตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงสังคมประเทศชาติ
แต่เราทำให้สังคมประเทศชาติได้ประโยชน์จากกระแสนั้น ไม่เพลี่ยงพล้ำ
ก็นับว่าดี ก็คงคล้ายกับการทำสงครามนั่นแหละ
แต่นี่เป็นสงครามทางเศรษฐกิจ
ในขณะที่พวกเก็งกำไรตัวสำคัญในโลกนี้เขาทำเพื่อชาติเพื่อสังคมของเขา
หรืออย่างน้อยคอยระวังผลประโยชน์ของชาติของเขา
แต่คนของเราได้แต่หาช่องเอาให้แก่ตัวเอง ถ้าอย่างนี้ก็มีแต่แย่
ว่าโดยรวมก็เป็นเหยื่อเขาอย่างเดียว
ถาม :
แล้วพระคุณเจ้ามองว่าจุดจบของสังคมโลก
ซึ่งจากการเก็งกำไรทำลายทรัพยากรทำให้เสียสมดุลมากขนาดนี้
จะจบอย่างไร?
พระธรรมปิฎก :
ถ้าปล่อยไป ก็จะเสียดุลมากเข้าไปทุกทีในที่สุดก็หายนะ
ในเมื่อมนุษย์กลุ่มหนึ่งหรือคนหนึ่งเอาเข้าตัวให้มากที่สุด
เพียงแค่เราบริโภคแบบทำลายทรัพยากรหรือแย่งทรัพยากรจากมนุษย์ส่วนอื่น
มันก็ยุ่งและเดือดร้อนแล้ว สังคมมนุษย์ก็อยู่ดีไม่ได้
เวลานี้เรายังไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรได้ด้วยดี
นักวิชาการก็อาจจะพูดไปว่า เราต้องรักษาธรรมชาติ
ต้องรักษาสิ่งแวดล้อมอะไรต่างๆ
แต่ในเชิงปฏิบัติก็มุ่งแต่จะเอาทรัพยากรมาใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อหากำไรให้แต่ตัวมากที่สุด
ภาคปฏิบัติและการกระทำมันขัดกับตัวหลักที่พูด หรือปฏิบัติขัดกับทฤษฎี
ทีนี้
การที่พวกฝ่ายปฏิบัติทำตามฝ่ายทฤษฎีไม่ได้ หรือยอมไม่ได้
ก็เกิดจากปัญหาหลายอย่าง เช่น เพื่อรักษาความยิ่งใหญ่ของตัวไว้
ก็ยอมไม่ได้ ต้องเอาอำนาจไว้ก่อน ถ้าไม่หาผลประโยชน์ให้มาก
อำนาจของตัวก็จะน้อยลง ก็ยอมไม่ได้
มันก็เลยกลายเป็นเรื่องของความขัดแย้งในตัวในระบบของการแก้ปัญหา
ความจริงใจก็ไม่มี
ถาม :
นับวันแนวโน้มมันออกไปในทางลบมากกว่าซิครับหมายความว่าความสมดุลก็เสียไปเรื่อยๆ
และก็ไม่มีใครมาทำให้เกิดสมดุลในทางบวก เพื่อที่จะมาล้างพลังในทางลบ
พระธรรมปิฎก :
ถ้าเรายอมรับว่า ที่เป็นกันอยู่นี้ไม่ถูก
เราก็ต้องมาช่วยกันคิดแก้ไขจริงๆ จังๆ ไม่ใช่ว่าจะไปตามกระแสเฉยๆ
เราอาจจะได้เก็บเศษเล็กเศษน้อยในกระแสของเขาบ้าง
และเราก็ไปพอใจในเศษเล็กเศษน้อยที่ได้แก่ตัวเอง
โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่เกิดแก่ส่วนรวมทั้งหมด
เวลานี้มันกลายเป็นว่า ตัวใหญ่อะไรสักกลุ่มหนึ่งที่ได้ผลประโยชน์มาก
และเขามีวิธีที่จะล่อให้พวกที่อยู่ในระบบนี้ ที่อยู่ในกระแสนี้
ได้อะไรบ้างเล็กๆ น้อยๆ แล้กว็ติดใจพอใจอันนั้น ก็เลยยอมอยู่กับเขา
ตามกระแสของเขาไปภายใต้แนวคิดที่ครอบงำนั้นเรื่องนี้เราน่าจะวิเคราะห์ออกมา
เพราะ
๑. เราต้องชัดเจนว่า
ระบบนี้ แนวคิดนี้ กระแสนี้ มีผลเสียอย่างไร
๒. แนวคิดที่เป็นไปได้
หลักการและวิธีปฏิบัติที่จะช่วยให้สังคมมนุษย์อยู่ได้ดี
ควรจะเป็นอย่างไร
ถึงแม้คนที่ไม่ได้รับเศษผลประโยชน์อะไรจากกระแส แต่ก็เพลินไปกับอะไรๆ
ที่ชวนให้ตื่นเต้นผ่านๆ
ไปที่ได้พบได้เจอในกระแสกลายเป็นเหยื่อหรือตกอยู่ในความประมาทไปโดยไม่รู้ตัวในกระแสกนั้น
ก็อยู่ลอยๆ ไปกับกระแส
โดยไม่เคยมีสติเฉลียวใจที่จะตรวจดูบ้างว่าตัวอยู่ในสภาพอะไร
กระแสเป็นอย่างไร
ถ้าพูดกันอย่างรวบรัดก็ต้องว่า
อย่ามัวเก็บเศษเล็กเศษน้อยพลอยฉวยโอกาสจากกระแส เอาแค่ตัวได้
เมื่อกระแสโลกาภิวัตน์มันไหลบ่ามาแรง มันก็ท้าทายความสามารถของเรา
ถ้าคนไทยมีความสามารถ ก็จะต้องทำให้กระแสโลกาภิวัตน์นั้นเอื้อประโยชน์แก่สังคมประเทศชาติของตัวให้ได้
แต่ถ้าจะให้เก่งจริง ก็ต้องสามารถขึ้นไปนำกระแส
อย่างน้อยก็ให้มีส่วนในการที่จะผันเบนกระแสไปในทางที่ถูกต้อง
มองให้กว้างให้ไกลหน่อย อย่ามองได้แค่ตัวจะเอา
พูดรวมๆ
ว่าการเก็งกำไรเป็นจำพวกเศรษฐกิจแห่งความโลภไม่ใช่เศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์
เศรษฐกิจแบบโลภะนั้นจะมีผลดีขึ้นได้อยู่ที่ความฉลาดในการวางเงื่อนไข
คือต้องบริหารให้ถูก และกฎเกณฑ์ต้องศักดิ์สิทธิ์
แต่การเก็งกำไรนี้ใช้เงื่อนไขเบนให้มาเป็นการสร้างสรรค์ได้ยาก
โดยเฉพาะคนจำนวนมากในสังคมของเราชอบพนันขันต่อ
ซึ่งก็เป็นระบบเก็งกำไรจากลาภลอย ไม่ค่อยมีนิสัยในทางผลิตอยู่แล้ว
การเก็งกำไรจะมาสนองและหนุนลักษณะนิสัยที่ไม่ดีนี้
เป็นการก่อผลร้ายซ้ำเติมทั้งตัวคนเองและสังคมส่วนรวมในระยะยาว
ถามแทรก :
หมายความว่าโลกาภิวัตน์ที่เป็นอยู่นี้เป็นกระแสที่ผิดใช่ไหม?
พระธรรมปิฎก :
แน่นอน เห็นได้ว่า กระแสธุรกิจในระบบแข่งขัน
การแย่งชิงผลประโยชน์ กำลังครอบงำโลก นี่แหละคือโลกาภิวัตน์
และเห็นได้ชัดว่า
กระแสนี้มุ่งสนองจุดหมายของบุคคลจนบดบังจุดหมายของมนุษย์วิธีการของระบบนี้นับว่ามีประสิทธิภาพแต่หลักการและจุดหมายต้องแก้ไข
เรื่องนี้ถ้าจะแก้ไขกันจริง
ต้องพลิกตั้งแต่ฐานความคิดความเชื่อกันใหม่
เพราะว่าเมื่อฐานความคิดความเชื่อผิดแล้ว ถึงจะแก้ไขอะไรอย่างไร
ก็ได้แค่ผิวเปลือกแล้วก็วนเวียนกันอยู่นี่เอง
พูดกันไปพูดกันมาไม่ถึงไหน
ต้องมองลึกลงไปในความคิดจิตใจด้วย เริ่มตั้งแต่ตรวจสอบตัวเองว่า
เรามองโลก มองชีวิต มองสังคมอย่างไร ถ้ามองไม่ถึงขั้นนี้
เราก็ไปติดอยู่กับจุดหมายที่สนองความต้องการของตัวตนอย่างใดอย่างหนึ่ง
และจุดหมายนั้กน็มีแนวคิดอยู่เบื้องหลัง
ซึ่งเราไม่ได้ตรวจตราว่าเป็นแนวคิดที่ถูกต้องหรือไม่
เราได้แต่เพียงตั้งเป้าหมายไปตามแนวคิดนั้น
ที่เราเชื่ออยู่แม้โดยไม่รู้ตัว แล้วก็พยายามทำตามเป้าหมายนั้น
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด
เพราะฉะนั้น
จะต้องมาวิเคราะห์แนวคิดใหญ่ๆ ที่เป็นฐานเหล่านี้ เช่น
การเก็งกำไรมาจากความคิดอะไรเป็นฐานหรือเป็นจุดเริ่ม
แนวคิดใหญ่นั้นคืออะไร มันผิดถูกอย่างไร แล้วก็มองดูว่าโลกทั้งโลก
อารยธรรมของมนุษย์ทั้งหมด เวลานี้เดินถูกทางหรือไม่หรือแม้แต่เป็นอารยธรรมจริงหรือไม่
มันมีจุดดีจุดเสียตรงไหน
ที่ถูกต้องมันควรช่วยให้มนุษย์เป็นอย่างไรและอยู่กันอย่างไร
แนวคิดหลักที่อยู่เบื้องหลังสภาพโลภาภิวัตน์ ก็เช่น
แนวคิดที่มุ่งพิชิตเอาชนะธรรมชาติ (conquest of nature)
แนวคิดปัจเจกนิยม (individualism) ในระบบแข่งขัน ลัทธิตัวใครตัวมัน
มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ และแนวคิดที่มุ่งจะหาความสุขจากการเสพบริโภค
ที่เรียกกันว่า สุขนิยม (hedonism)
เราต้องพิจารณาว่า
สภาพอย่างนี้มันสัมพันธ์กับพื้นฐานทางความคิดความเชื่อที่พูดข้างต้นนั้นหรือไม่
มันเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันอย่างไร เราจะเอาแบบนี้หรือ
อย่างที่ว่าแล้ว
ถ้าเรายอมรับว่ามนุษย์ควรจะไปสู่จุดหมายที่ทำชีวิตนี้ให้ดีมีความสุขแท้จริง
ให้สังคมดี ให้โลกนี้ดีรื่นรมย์น่าอยู่อาศัย ถ้าเราตกลงยอมรับ
เราก็ดูว่าแนวคิดไหนที่มาสนองวัตถุประสงค์นี้ให้ชัดเจน
เมื่อเราชัดแล้ว
๑. เราจะวินิจฉัยได้ว่า
ระบบอะไร แนวคิดอะไร ที่ครอบงำเราอยู่นี้ มันถูกหรือผิดอย่างไร
๒.
เราจะได้หลักที่จะมาวางแนวปฏิบัติให้ชัดว่าจะเอาอย่างไร จะทำอย่างไร
ตอนนี้คิดว่าเรายังไม่ได้พูดถึงขั้นนี้กันอย่างจริงๆ จังๆ
อย่างการมองโลก เดี๋ยวนี้ก็ไปนึกกันว่าเป็นเรื่องของปรัชญา
เป็นเรื่องความคิดของปราชญ์คนโน้นคนนี้ แล้วยกออกไปเป็นเรื่องไกลตัว
ซึ่งถ้ามองให้ถูก ปรัชญาก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับธรรมชาติ
คือพยายามคิดถึงเรื่องความจริง และความจริงก็อยู่ที่ธรรมชาติ
คืออยู่ที่สิ่งทั้งหลาย
แต่ในที่นี้
เรามามุ่งที่สภาพความจริง ไม่ใช่มุ่งไปที่ความคิดของคนนั้นคนนี้
เรามาวิเคราะห์ความจริงของชาติและมนุษย์ที่อยู่ในธรรมชาตินั้นว่าเป็นอย่างไร
เพราะมนุษย์นั้นหนีไม่พ้นความจริงของธรรมชาติ
ที่เราก็อยู่ในท่ามกลางมัน และชีวิตของเราก็เป็นธรรมชาติด้วย
***********************